วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557
ประวัติรถ Rolls Royce Phantom
ประวัติรถ Rolls Royce Phantom
Rolls-Royce Motor Cars บริษัทสัญชาติอังกฤษผู้ผลิตรถยนต์หรูยี่ห้อ Rolls-Royce ก่อตั้งโดย Charles Stewart Rolls และ Henry Royce เมื่อปี 1906 โดยมีโรงงาน Goodwood ตั้งอยู่ที่เมือง West Sussex เป็นบริษัทย่อยในเครือ BMW Group
เมื่อปี 1884 Henry Royce ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องยนต์ได้เริ่มต้นธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องจักรกล ในปี 1904 Royce ได้สร้างรถคันแรกด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบที่ชื่อว่าRoyce 10 ในโรงงานของเขาที่เมือง Manchester และเขาได้เปิดตัว Charles Rolls ผู้เป็นเจ้าของบริษัท C.S.Roll&Co. ตัวแทนจำหน่ายรถของ Royce ที่ผลิตออกมาตั้งแต่ในช่วงแรกๆ จึงทำให้รู้จักรถของบริษัทนี้กันในนาม Rolls-Royces ซึ่งมีขายเพียงแค่ที่บริษัท C.S.Roll&Co. เท่านั้น
เมื่อปี 1884 Henry Royce ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องยนต์ได้เริ่มต้นธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องจักรกล ในปี 1904 Royce ได้สร้างรถคันแรกด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบที่ชื่อว่าRoyce 10 ในโรงงานของเขาที่เมือง Manchester และเขาได้เปิดตัว Charles Rolls ผู้เป็นเจ้าของบริษัท C.S.Roll&Co. ตัวแทนจำหน่ายรถของ Royce ที่ผลิตออกมาตั้งแต่ในช่วงแรกๆ จึงทำให้รู้จักรถของบริษัทนี้กันในนาม Rolls-Royces ซึ่งมีขายเพียงแค่ที่บริษัท C.S.Roll&Co. เท่านั้น
จากนั้นบริษัท Rolls-Royce Limited ได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 1906 โดย Royce ได้ออกแบบและสร้างโรงงานใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ขณะนั้น Royce ได้พัฒนาเครื่องยนต์ 6 สูบและสร้างรถที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นรถที่ดีที่สุดในโลกออกมาสู่ตลาด มีชื่อว่า Silver Ghost ซึ่งแชสซีของ Silver Ghost นี้ได้ถูกพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของรถถังหุ้มเกราะที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง
ในสมัยช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยความสนใจทางด้านเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน จึงทำให้เป็นจุดพลิกผันที่บริษัท Rolls-Royce ต้องมาเข้าร่วมทำงานกับรัฐบาลในการผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินสำหรับกองทัพอังกฤษ จึงตั้งบริษัทแยกออกมาอีกคือ Rolls-Royce PLC และได้ใช้โรงงานผลิตของกระทรวงกลาโหม Leavesden Aerodrome Watford ซึ่งจำนวนมากกว่าครึ่งของเครื่องยนต์ในกองทัพทั้งหมดเป็นของยี่ห้อ Rolls-Royce ในปี 1993 หลังจากการที่โรงงานนี้ได้ถูกปิดปัจจุบันได้กลายเป็น Leavesden Film Studios สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังหลายๆ เรื่อง เช่น James Bond, Star Wars และ Harry Potter
หลังจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สิ้นสุด บริษัท Rolls-Roy ได้รอดพ้นจากการถูกจับรวมตัวของผู้ผลิตยานยนต์อื่นๆ ในอังกฤษอย่างหวุดหวิด และสร้างโรงงานใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติมในปี 1921 ที่เมือง Springfield รัฐ Massachusetts สหรัฐอเมริกา แต่ก็ได้ปิดตัวภายในเวลา 10 ปีต่อมา ส่วนทางด้านยอดขายของ Silver Ghost ได้ตกฮวบเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงได้เปลี่ยนแผนผลิตรถคันใหม่ที่มีขนาดเล็กกว่านั่นคือ Rolls-Royce Twenty ซึ่งเปิดตัวในปี 1922
ต่อมาในปี 1931 บริษัทRolls-Royce Limited ได้ถูกขอซื้อโดยบริษัทคู่แข่งอย่าง Bentley และได้ทำการเปลี่ยนโลโก้ในปี 1934 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากการเสียชีวิตของ Henry Royce โดยเปลี่ยนจากตัว RR สีแดงให้เป็นสีดำ รุ่นที่ติด RR สีดำรุ่นแรกคือ Phantom III และมีสัญลักษณ์ประดับที่ชื่อว่า Spirit of Ecstasy อยู่บนฝากระโปรงรถเป็นรูปผู้หญิงผายแขนไปด้านหลังพร้อมกับเสื้อพริ้วเป็นคลื่นดูแล้วเหมือนนางฟ้ามีปีก มักมีชื่อเรียกเธอว่า "Emily", "Silver Lady" หรือ "Flying Lady" เดิมทีไม่ได้ประดับในรถรุ่นแรกๆ แต่ได้สร้างขึ้นมาภายหลังเพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจในความสง่างามและทรงเกียรติของ Rolls-Royce มากขึ้น
ในปี 1998 ทั้ง Bentley และ Rolls-Royce Motors ถูกบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง BMW และ บริษัท Volkswagen กว้านซื้อ และทำการแบ่งธุรกิจกัน ซึ่งการบริหารส่วนใหญ่ของ Rolls-Royce และ Bentley ตกเป็นของบริษัท Volkswagen แต่ในส่วนของการผลิตอื่นๆ ได้จัดสรรกับบริษัท BMW จึงทำให้ช่วงในปี 2002 Benleyและ Rolls-Royce ผลิตรถออกมาในลักษณะที่คล้ายๆ กัน แต่จะแตกต่างกันแค่กระจังหน้าและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น จากนั้นในปี 2003 ทั้งสองบริษัทใหญ่ได้ตกลงแบ่งสมบัติกันเป็นสัดส่วนโดยบริษัท Volkswagen ต้องการเพียงแค่ Bentley ส่วนบริษัท BMW ได้ Rolls-Royce ไปครอบครอง
ปี 2003 Rolls-Royce ได้เปิดตัวรถตระกูล Phantom ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของ Rolls-Royce สำหรับการเข้าสู่ปีที่ 21 โดยเป็นรถที่อยู่ในตลาดระดับหรู และไม่มีการเชื่อมโยงกับรูปแบบของรถรุ่นเก่าใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากในส่วนของชื่อยี่ห้อและความเป็นเอกลักษณ์ของ Rolls-Royce ส่วนเครื่องยนต์ใช้แบบเดียวกับของ BMW จากนั้นในปี 2010 ได้เปิดตัวรุ่น Ghost รถรุ่นใหม่ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และมีขนาดเล็กกว่ารุ่นอื่นๆ โดยส่วนประกอบจำนวน 20% ใช้แบบเดียวกับ BMW F01 ซีรีส์ 7
ในสมัยช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยความสนใจทางด้านเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน จึงทำให้เป็นจุดพลิกผันที่บริษัท Rolls-Royce ต้องมาเข้าร่วมทำงานกับรัฐบาลในการผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินสำหรับกองทัพอังกฤษ จึงตั้งบริษัทแยกออกมาอีกคือ Rolls-Royce PLC และได้ใช้โรงงานผลิตของกระทรวงกลาโหม Leavesden Aerodrome Watford ซึ่งจำนวนมากกว่าครึ่งของเครื่องยนต์ในกองทัพทั้งหมดเป็นของยี่ห้อ Rolls-Royce ในปี 1993 หลังจากการที่โรงงานนี้ได้ถูกปิดปัจจุบันได้กลายเป็น Leavesden Film Studios สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังหลายๆ เรื่อง เช่น James Bond, Star Wars และ Harry Potter
หลังจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สิ้นสุด บริษัท Rolls-Roy ได้รอดพ้นจากการถูกจับรวมตัวของผู้ผลิตยานยนต์อื่นๆ ในอังกฤษอย่างหวุดหวิด และสร้างโรงงานใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติมในปี 1921 ที่เมือง Springfield รัฐ Massachusetts สหรัฐอเมริกา แต่ก็ได้ปิดตัวภายในเวลา 10 ปีต่อมา ส่วนทางด้านยอดขายของ Silver Ghost ได้ตกฮวบเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงได้เปลี่ยนแผนผลิตรถคันใหม่ที่มีขนาดเล็กกว่านั่นคือ Rolls-Royce Twenty ซึ่งเปิดตัวในปี 1922
ต่อมาในปี 1931 บริษัทRolls-Royce Limited ได้ถูกขอซื้อโดยบริษัทคู่แข่งอย่าง Bentley และได้ทำการเปลี่ยนโลโก้ในปี 1934 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากการเสียชีวิตของ Henry Royce โดยเปลี่ยนจากตัว RR สีแดงให้เป็นสีดำ รุ่นที่ติด RR สีดำรุ่นแรกคือ Phantom III และมีสัญลักษณ์ประดับที่ชื่อว่า Spirit of Ecstasy อยู่บนฝากระโปรงรถเป็นรูปผู้หญิงผายแขนไปด้านหลังพร้อมกับเสื้อพริ้วเป็นคลื่นดูแล้วเหมือนนางฟ้ามีปีก มักมีชื่อเรียกเธอว่า "Emily", "Silver Lady" หรือ "Flying Lady" เดิมทีไม่ได้ประดับในรถรุ่นแรกๆ แต่ได้สร้างขึ้นมาภายหลังเพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจในความสง่างามและทรงเกียรติของ Rolls-Royce มากขึ้น
ในปี 1998 ทั้ง Bentley และ Rolls-Royce Motors ถูกบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง BMW และ บริษัท Volkswagen กว้านซื้อ และทำการแบ่งธุรกิจกัน ซึ่งการบริหารส่วนใหญ่ของ Rolls-Royce และ Bentley ตกเป็นของบริษัท Volkswagen แต่ในส่วนของการผลิตอื่นๆ ได้จัดสรรกับบริษัท BMW จึงทำให้ช่วงในปี 2002 Benleyและ Rolls-Royce ผลิตรถออกมาในลักษณะที่คล้ายๆ กัน แต่จะแตกต่างกันแค่กระจังหน้าและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น จากนั้นในปี 2003 ทั้งสองบริษัทใหญ่ได้ตกลงแบ่งสมบัติกันเป็นสัดส่วนโดยบริษัท Volkswagen ต้องการเพียงแค่ Bentley ส่วนบริษัท BMW ได้ Rolls-Royce ไปครอบครอง
ปี 2003 Rolls-Royce ได้เปิดตัวรถตระกูล Phantom ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของ Rolls-Royce สำหรับการเข้าสู่ปีที่ 21 โดยเป็นรถที่อยู่ในตลาดระดับหรู และไม่มีการเชื่อมโยงกับรูปแบบของรถรุ่นเก่าใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากในส่วนของชื่อยี่ห้อและความเป็นเอกลักษณ์ของ Rolls-Royce ส่วนเครื่องยนต์ใช้แบบเดียวกับของ BMW จากนั้นในปี 2010 ได้เปิดตัวรุ่น Ghost รถรุ่นใหม่ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และมีขนาดเล็กกว่ารุ่นอื่นๆ โดยส่วนประกอบจำนวน 20% ใช้แบบเดียวกับ BMW F01 ซีรีส์ 7
ประวัติรถยนต์ Porsche
ประวัติรถยนต์ Porsche
สัญลักษณ์ของปอร์เช่ เป็นตราประจำเมืองชตุทท์การ์ท(STUTTGART)ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถปอร์เช่นั่นเอง ประวัติความเป็นมาของปอร์เช่ก็คือประวัติของ ดร.เฟร์ดินันด์ ปอร์เช่ (DR.FEREINAND PORSCHE)
“อัจฉริยบุคคลแห่งโลกรถยนต์” ที่วงการรถสปอร์ททั่วโลกรู้จักกันดี ก่อนก่อตั้งบริษัท DR.ING.H.V. PORSCHE AG และผลิตรถยนต์สปร์ทออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปี 1948 เฟร์ดินัน ปอร์เช่ เคยทำงานให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของเยอรมนีมาแล้วหลายราย เช่น เมร์เซเดส-เบนซ์ โฟล์คสวาเกน วอนเดเร์ ฯลฯ ผลงานที่เฟร์ดินันท์ ปอร์เช่ สร้างขึ้นและถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์มีมากมายสุดจะจาระไน นอกจากชื่อเสียงในการผลิตรถสปอร์ทชั้นยอด ในวงการแข่งรถชื่อเสียงของปอร์เช่ก็ไม่น้อยหน้าใคร ปอร์เช่ชนะมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าการแข่งความเร็วระยะสั้น การแข่งรถทางไกล หรือการแข่งเเรลลี ประจักษ์พยานยืนยันคือ ตำแหน่งเเชมป็การแข่งเลอมองส์ 24 ชั่วโมง อันมีชื่อเสียง แชมป์ผู้สร้างรถฟอร์มูลา 2 แชมป์โลกแรลลีสามสมัยซ้อน (1968-1970)แชมป์โลกผู้สร้างรถฟอร์มูลา 1 สองสมัยซ้อน (1984-1985) ฯลฯ มักเข้าใจกันอย่างผิดๆ ว่าปอร์เช่เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีโฟล์คสวาเกนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แท้จริงแล้วปอร์เช่ยังคงมีลักษณะเป็น”กิจการในครอบครัว” คือมีผู้ถือหุ้นเพียง 10 คน โดยที่หัวเรือใหญ่ คือ เฟอร์รี ปอร์เช่อภิชาต บุตรของเฟร์ดินันด์
ปอร์เช่ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 1915 ปัจจุบันปอร์เช่มีโรงงานผลิตรถยนต์อยู่เพียงแห่งเดียว ตั้งอยู่ที่เมืองชตุทท์การ์ท เยอรมนีตะวันตก ในปี 1990 ปอร์เช่ผลิตรถสปอร์ทออกจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 32,162 คัน รถที่ผลิตมากที่สุดคือ โพร์เช 911 รองลงไปคือ โพร์เช 944 และโพร์เช 928 ปัจจุบันปอร์เช่ผลิตรถสปอร์ทออกจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 12 โมเดล
Porsche Automobil Holding SE หรือเรียกสั้นๆ ว่า Porsche SE โดยบริษัท European Public Company ผู้ผลิตรถยนต์หรูและมีประสิทธิภาพสูงของประเทศเยอรมัน ครอบครัว Piëch-Porsche เป็นเจ้าของ โดยสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Zuffenhausen เมืองสตุทการ์ท

Porsche Automobil Holding SE หรือเรียกสั้นๆ ว่า Porsche SE โดยบริษัท European Public Company ผู้ผลิตรถยนต์หรูและมีประสิทธิภาพสูงของประเทศเยอรมัน ครอบครัว Piëch-Porsche เป็นเจ้าของ โดยสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Zuffenhausen เมืองสตุทการ์ท
Porsche SE มีบริษัทลูกชื่อ DR.ING.H.V. PORSCHE AG ชื่อย่อว่า PORSCHE AG มีหน้าที่รับผิดชอบในสายงานการผลิตรถยนต์ และยังถือหุ้นใหญ่ของ Volkswagen AG บริษัทแม่ในเครือ Volkswagen ซึ่งเป็นที่รวบรวมรถยนต์ยี่ห้อต่างๆไม่ว่าจะเป็น Audi, Volkswagen, Bentley, Bugatti, Lamborghini, SEAT และ Škoda และในเดือนเมษายน 2009 Porsche และ Volkswagen AG ทั้งสองมีวัตถุประสงค์ที่จะรวมตัวกันในปี 2011 ในชื่อว่า “Integrated Automotive Group”
ปัจจุบันได้ผลิตรถยนต์ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีเช่น Porsche 911 (991), Boxster, Cayman, และรถสปอร์ตเอนกประสงค์ Cayene ซึ่งมีสายพันธ์ใหม่ล่าสุดคือ Panamera saloon (sedan) 4 ประตู ที่เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2009
มีประวัติความเป็นมาโดยวิศวะกรชาวออสเตรีย Dr.Ferdinand Porsche ได้ก่อตั้งบริษัทที่ชื่อว่า "Dr. Ing. h. c. F. Porsche GmbH" ในปี 1931 มีออฟฟิซหลักอยู่ในใจกลางเมืองสตุทการ์ท Porsche เคยทำงานให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของเยอรมนีมาแล้วหลายราย เช่น Mercedes Benz, Volkswagen ฯลฯ และเป็นผู้ออกแบบ Volkswagen คันแรก
ในตอนต้นเป็นเพียงบริษัทผู้พัฒนาเครื่องยนต์และให้คำปรึกษาเท่านั้น ยังไม่ได้มีการผลิตรถยนต์ภายใต้ชื่อของตัวเอง แต่ไม่นานนักก็มีคำสั่งจากทางรัฐบาลเยอรมัน ให้ทางบริษัทผลิตรถยนต์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน คันแรกที่ประสบความสำเร็จมีชื่อว่า Volkswagen Beetle ซึ่งเป็นรถต้นแบบของ Porsche 64 ซึ่งเป็นรถยนต์คันแรกในนามของ Porsche
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันแพ้สงคราม เขาได้หลบหนีไปยังประเทศออสเตรียบ้านเกิด ทหารฝรั่งเศสได้จับตัวครอบครัวของเขาเพื นอกจากนี้ Porsche ยังได้ผลิตรถไถขึ้นในชื่อว่า Allgaier Porsche ใช้เครื่องยนต์สี่สูบ 11 แรงม้า ผลิตขึ้นเพื่อใช้งานในไร่นาของชาวเยอรมัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง
ตราสัญลักษณ์ ของ Porsche ถูกนำมาจากรูปที่ติดอยู่บนเสื้อโค้ตของ Free People's State of Württemberg ซึ่งเป็นตราประจำเมืองสตุทการ์ท
หลังจากที่ผู้ก่อตั้ง Dr.Ferdinand Porsche เสียชีวิตลงในเดือนมกราคมปี.1951 ลูกชายของเขา Ferry Porsche ได้สานต่อความคิดของพ่อ สืบทอดงานของตระกูล ตามด้วย Wolfgang Porsche ซึ่งเป็นหลานคนปัจจุบันที่กุมอำนาจสูงสุดในการสั่งการ และการกำหนดทิศทางของบริษัทโดยมีรายได้จากการขายรถมากติดอันดับต้นๆ ของเยอรมัน
ประวัติรถ McLaren
ประวัติรถ McLaren
McLaren Automotive หรือรู้จักกันในนามของ McLaren บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ประสิทธิภาพสูงสัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในนามบริษัท McLaren Cars ในปี 1989
เพื่อผลิตรถที่ใช้ทั่วไปโดยนำเทคโนโลยีของรถแข่งฟอร์มูล่าวันมาประยุกต์ใช้ การทำงานในบริษัท McLaren Car เหมือนกับบริษัท McLaren Racing ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันที่ประสบความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างมาก ซึ่งทั้งสองบริษัทอยู่ในเครือ McLaren Group มีที่ทำการอยู่ที่ McLaren Technology Centre เมือง Woking ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งโดยนาย Ron Dennis โดยมีเป้าหมายหลักของบริษัทคือการบริหารและพัฒนาทีม Vodafone McLaren Mercedes ทีมรถแข่งชื่อดังในรายการ Formula One
เพื่อผลิตรถที่ใช้ทั่วไปโดยนำเทคโนโลยีของรถแข่งฟอร์มูล่าวันมาประยุกต์ใช้ การทำงานในบริษัท McLaren Car เหมือนกับบริษัท McLaren Racing ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันที่ประสบความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างมาก ซึ่งทั้งสองบริษัทอยู่ในเครือ McLaren Group มีที่ทำการอยู่ที่ McLaren Technology Centre เมือง Woking ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งโดยนาย Ron Dennis โดยมีเป้าหมายหลักของบริษัทคือการบริหารและพัฒนาทีม Vodafone McLaren Mercedes ทีมรถแข่งชื่อดังในรายการ Formula One
แรกเริ่มบริษัทก่อตั้งโดยนาย Bruce McLaren นักออกแบบรถแข่ง นักแข่ง วิศวกร นักประดิษฐ์ และอัจฉริยะแห่งวงการ Formula One ชาวนิวซีแลนด์ เมื่อตอนอายุ 9 ปี เขาเป็นโรคข้อต่อสะโพกเสื่อมทำให้เขามีขาซ้ายที่สั้นกว่าขาขวา ใช้เวลาในการบำบัดถึง 2 ปีเพื่อให้การเดินของเขาดีขึ้น ครอบครัวของ McLaren เป็นเจ้าของกิจการปั้มน้ำมันและอู่ซ่อมรถที่เมือง Auckland เขาได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กคลุกคลีอยู่ในนั้น เมื่อวัย 14 ปี พ่อของเขาได้ซ่อม Austin 7 Ulster ให้ McLaren ไว้ลงรายการแข่งรถปีนเขาในสังกัดทีม Cooper จากนั้น 2 ปีต่อมาเขาได้ปรับเปลี่ยนแก้ไขและพัฒนารถ Ford 10 Special และ Austin Healey นำมาใช้ในการแข่งขัน New Zealand Championship ปี 1957-1958 ซึ่งเป็นรายการที่McLaren ฉายแววจนนักแข่งชื่อดัง Jack Brabham ชาวออสเตรเลียชักชวนเขามาเป็นลูกทีม แต่เขายังติดสัญญากับทีม Cooper อีก 7 ปี และยังต้องลงเข้าแข่งขันในรายการ F2 และ German Grand Prix จากนั้น McLaren ได้คว้าแชมป์ครั้งแรกในรายการ F2 และยังได้รับรางวัลสุดยอดนักแข่งของโลกอีกด้วย
ต่อมาในปี 1959 McLaren ได้ย้ายมาวงการรถแข่ง F1 เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับ Jack Brabham และได้รับชัยชนะจากรายการ 1959United States Grand Prix ด้วยวัย 22 ปี และกลายเป็นนักแข่งที่มีอายุน้อยที่สุดเท่าที่การแข่ง Grand Prix เคยมีมา และยังเดินหน้าคว้าชัยต่ออีกหลายรายการ จากนั้นในปี 1963 McLaren ได้ก่อตั้งบริษัทของตัวเองชื่อว่า Bruce McLaren Motor Racing Ltd, สำหรับทำทีมลงแข่งขัน Formula One โดยเฉพาะ หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของ Team McLaren เขานำทีมคว้าชัย 4 ครั้งในรายการ Formula One Belgian Grand Prix ปี 1968 ที่ประเทศเบลเยียม และยังไล่ล่าคว้าชัยรายการอื่นๆ อีกมากมาย
ในช่วงแรกที่เขาผลิตรถสปอร์ต McLaren ขึ้นมาเขาเป็นคนทดสอบรถด้วยตัวเอง และยังเป็นผู้ริเริ่มหลักแอโรไดนามิกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน McLaren ได้บริหารทีมจนประสบความสำเร็จที่สุดทีมหนึ่งในวงการรถแข่ง Formula One ติดอยู่ในตำนานผู้คว้าชัย ด้วยตัวรถแข่งและนักแข่งที่คว้าแชมป์โลกได้ไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง และยังคว้าชัยในรายการอื่นๆ อย่างเช่น Can-Am, Indianapolis 500, 24 Hours of Le Mans, และ 12 Hours of Sebring นับครั้งไม่ถ้วน
หลังจากที่ก่อตั้งบริษัททีมแข่งรถได้เพียงแค่ 3 ปี McLaren ก็เสียชีวิตด้วยวัย 32 ปี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1970 ขณะที่ลงแข่งในรายการ Can-Am ด้วยรถรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในช่วงทดสอบ M8D สาเหตุเกิดจากด้านหลังรถเริ่มควบคุมไม่ได้ในขณะที่ใช้ความเร็วสูง รถของเขาหมุนหลุดออกนอกถนนและชนเข้ากับบังเกอร์มุมสนามที่ Goodwood Circuit ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากการเสียชีวิต กิจการทีมรถแข่งได้ตกไปยังผู้ผลักดันอย่าง Teddy Mayer ที่นำทีม McLaren คว้าชัยในรายการ World Constructors' Championship และ World Drivers' Championship ปี 1974 เป็นครั้งแรก
จากนั้นนาย Ron Dennis ได้เข้ามาบริหารกิจการแทน Ron ได้ปรับเปลี่ยนองค์กรจากเดิมที่เป็นทีมแข่งรถให้เป็นกลุ่มบริษัท McLaren Group และเมื่อเริ่มต้นฤดูกาลแข่งปี 2009 Ron ได้ส่งมอบการบริหารในส่วนของทีมแข่ง F1 ให้กับ Martin Whitmarsh ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยุคที่ McLaren เติบโตในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องของการตลาด
ในช่วงยุคแรกของวงการแข่งรถในรายการ F1 ของ McLaren ได้มีการร่วมทำงานกับหลายบริษัทเพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางด้านเครื่องยนต์ เช่น เครื่องยนต์ของ Ford 4.2 ลิตร, Serenissima V8, BRM, Cosworth Ford, Alfa Romeo, เครื่องยนต์เทอร์โบของ TAG-Porsche, Honda, Ford HB, Peugeot V10 และก็เริ่มต้นกิจการระยะยาวกับ Mercedes ในปี 1995 แต่ได้แยกตัวออกจากกันในปี 2009 เมื่อ Mercedes ได้เข้าซื้อทีมแข่งรถชื่อดัง Brawn GP และเปลี่ยนชื่อทีมเป็น Mercedes GP แต่อย่างไรก็ตาม Mercedes ก็ยังคงสนับสนุนทางด้านเครื่องยนต์ให้กับ McLaren ตามพันธะสัญญาจนถึงปี 2015 แต่ก็ยังมีข่าวให้ได้ยินกันอยู่ว่าไม่แน่ว่า McLaren อาจจะผลิตเครื่องยนต์เป็นของตนเอง ส่วนชื่อทีมอย่างเป็นทางการก็ยังคงไว้ที่ชื่อ Vodafone McLaren Mercedes
ในปี 1992 บริษัทหวังจะเติบโตในตลาดจากทีมแข่งชื่อดังในสนามแข่งมาเป็นผู้ผลิตยานยนต์ และก็ประสบความสำเร็จกับรุ่น McLaren F1 ซูเปอร์คาร์สำหรับการใช้งานบนท้องถนนรุ่นแรกถึงแม้ว่าจะผลิตออกมาหลายปีแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ยังมีซูเปอร์คาร์ไม่กี่คันเท่านั้นที่สามารถทำความเร็วได้มากกว่า McLaren F1 หนึ่งในนั้นได้แก่ Koenigsegg CCR, Bugatti Veyron, SSC Ultimate Aero, และ Bugatti Veyron Super Sport และสำหรับรถที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันสูงสุดคือรุ่น McLaren-Honda MP4/4 ที่คว้าชัยในรายการF1ปี 1988 ได้ถึง 15 รายการจากทั้งหมด 16 รายการ
ในปี 2000 Daimler AG ได้ซื้อหุ้นส่วน 40 เปอร์เซ็นต์ของ McLaren และสนับสนุนเครื่องยนต์ของ Mercedes-Benz ให้แก่ McLaren แต่หลังจากที่ Mercedes ได้ซื้อทีมแข่ง Brawn GP ทาง McLaren ได้ขอซื้อหุ้นส่วนคืน 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ Daimler AG ขายคืนให้เพียง 29 เปอร์เซ็นต์ สรุปยอดการถือหุ้นของบริษัท McLaren ในปี 2010 คือ Daimler AGจำนวน 11 เปอร์เซ็นต์, ตลาดหลักทรัพย์บาห์เรน 30 เปอร์เซ็นต์,Ron Dennis 15 เปอร์เซ็นต์,TAG Group SA 15 เปอร์เซ็น, และอีก 29 เปอร์เซ็นต์คือหุ้นที่ไม่ได้นำออกจำหน่าย



McLaren Automotive หรือรู้จักกันในนามของ McLaren บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ประสิทธิภาพสูงสัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในนามบริษัท McLaren Cars ในปี 1989
เพื่อผลิตรถที่ใช้ทั่วไปโดยนำเทคโนโลยีของรถแข่งฟอร์มูล่าวันมาประยุกต์ใช้ การทำงานในบริษัท McLaren Car เหมือนกับบริษัท McLaren Racing ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันที่ประสบความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างมาก ซึ่งทั้งสองบริษัทอยู่ในเครือ McLaren Group มีที่ทำการอยู่ที่ McLaren Technology Centre เมือง Woking ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งโดยนาย Ron Dennis โดยมีเป้าหมายหลักของบริษัทคือการบริหารและพัฒนาทีม Vodafone McLaren Mercedes ทีมรถแข่งชื่อดังในรายการ Formula One
เพื่อผลิตรถที่ใช้ทั่วไปโดยนำเทคโนโลยีของรถแข่งฟอร์มูล่าวันมาประยุกต์ใช้ การทำงานในบริษัท McLaren Car เหมือนกับบริษัท McLaren Racing ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันที่ประสบความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างมาก ซึ่งทั้งสองบริษัทอยู่ในเครือ McLaren Group มีที่ทำการอยู่ที่ McLaren Technology Centre เมือง Woking ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งโดยนาย Ron Dennis โดยมีเป้าหมายหลักของบริษัทคือการบริหารและพัฒนาทีม Vodafone McLaren Mercedes ทีมรถแข่งชื่อดังในรายการ Formula One
แรกเริ่มบริษัทก่อตั้งโดยนาย Bruce McLaren นักออกแบบรถแข่ง นักแข่ง วิศวกร นักประดิษฐ์ และอัจฉริยะแห่งวงการ Formula One ชาวนิวซีแลนด์ เมื่อตอนอายุ 9 ปี เขาเป็นโรคข้อต่อสะโพกเสื่อมทำให้เขามีขาซ้ายที่สั้นกว่าขาขวา ใช้เวลาในการบำบัดถึง 2 ปีเพื่อให้การเดินของเขาดีขึ้น ครอบครัวของ McLaren เป็นเจ้าของกิจการปั้มน้ำมันและอู่ซ่อมรถที่เมือง Auckland เขาได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กคลุกคลีอยู่ในนั้น เมื่อวัย 14 ปี พ่อของเขาได้ซ่อม Austin 7 Ulster ให้ McLaren ไว้ลงรายการแข่งรถปีนเขาในสังกัดทีม Cooper จากนั้น 2 ปีต่อมาเขาได้ปรับเปลี่ยนแก้ไขและพัฒนารถ Ford 10 Special และ Austin Healey นำมาใช้ในการแข่งขัน New Zealand Championship ปี 1957-1958 ซึ่งเป็นรายการที่McLaren ฉายแววจนนักแข่งชื่อดัง Jack Brabham ชาวออสเตรเลียชักชวนเขามาเป็นลูกทีม แต่เขายังติดสัญญากับทีม Cooper อีก 7 ปี และยังต้องลงเข้าแข่งขันในรายการ F2 และ German Grand Prix จากนั้น McLaren ได้คว้าแชมป์ครั้งแรกในรายการ F2 และยังได้รับรางวัลสุดยอดนักแข่งของโลกอีกด้วย
ต่อมาในปี 1959 McLaren ได้ย้ายมาวงการรถแข่ง F1 เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับ Jack Brabham และได้รับชัยชนะจากรายการ 1959United States Grand Prix ด้วยวัย 22 ปี และกลายเป็นนักแข่งที่มีอายุน้อยที่สุดเท่าที่การแข่ง Grand Prix เคยมีมา และยังเดินหน้าคว้าชัยต่ออีกหลายรายการ จากนั้นในปี 1963 McLaren ได้ก่อตั้งบริษัทของตัวเองชื่อว่า Bruce McLaren Motor Racing Ltd, สำหรับทำทีมลงแข่งขัน Formula One โดยเฉพาะ หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของ Team McLaren เขานำทีมคว้าชัย 4 ครั้งในรายการ Formula One Belgian Grand Prix ปี 1968 ที่ประเทศเบลเยียม และยังไล่ล่าคว้าชัยรายการอื่นๆ อีกมากมาย
ในช่วงแรกที่เขาผลิตรถสปอร์ต McLaren ขึ้นมาเขาเป็นคนทดสอบรถด้วยตัวเอง และยังเป็นผู้ริเริ่มหลักแอโรไดนามิกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน McLaren ได้บริหารทีมจนประสบความสำเร็จที่สุดทีมหนึ่งในวงการรถแข่ง Formula One ติดอยู่ในตำนานผู้คว้าชัย ด้วยตัวรถแข่งและนักแข่งที่คว้าแชมป์โลกได้ไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง และยังคว้าชัยในรายการอื่นๆ อย่างเช่น Can-Am, Indianapolis 500, 24 Hours of Le Mans, และ 12 Hours of Sebring นับครั้งไม่ถ้วน
หลังจากที่ก่อตั้งบริษัททีมแข่งรถได้เพียงแค่ 3 ปี McLaren ก็เสียชีวิตด้วยวัย 32 ปี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1970 ขณะที่ลงแข่งในรายการ Can-Am ด้วยรถรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในช่วงทดสอบ M8D สาเหตุเกิดจากด้านหลังรถเริ่มควบคุมไม่ได้ในขณะที่ใช้ความเร็วสูง รถของเขาหมุนหลุดออกนอกถนนและชนเข้ากับบังเกอร์มุมสนามที่ Goodwood Circuit ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากการเสียชีวิต กิจการทีมรถแข่งได้ตกไปยังผู้ผลักดันอย่าง Teddy Mayer ที่นำทีม McLaren คว้าชัยในรายการ World Constructors' Championship และ World Drivers' Championship ปี 1974 เป็นครั้งแรก
จากนั้นนาย Ron Dennis ได้เข้ามาบริหารกิจการแทน Ron ได้ปรับเปลี่ยนองค์กรจากเดิมที่เป็นทีมแข่งรถให้เป็นกลุ่มบริษัท McLaren Group และเมื่อเริ่มต้นฤดูกาลแข่งปี 2009 Ron ได้ส่งมอบการบริหารในส่วนของทีมแข่ง F1 ให้กับ Martin Whitmarsh ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยุคที่ McLaren เติบโตในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องของการตลาด
ในช่วงยุคแรกของวงการแข่งรถในรายการ F1 ของ McLaren ได้มีการร่วมทำงานกับหลายบริษัทเพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางด้านเครื่องยนต์ เช่น เครื่องยนต์ของ Ford 4.2 ลิตร, Serenissima V8, BRM, Cosworth Ford, Alfa Romeo, เครื่องยนต์เทอร์โบของ TAG-Porsche, Honda, Ford HB, Peugeot V10 และก็เริ่มต้นกิจการระยะยาวกับ Mercedes ในปี 1995 แต่ได้แยกตัวออกจากกันในปี 2009 เมื่อ Mercedes ได้เข้าซื้อทีมแข่งรถชื่อดัง Brawn GP และเปลี่ยนชื่อทีมเป็น Mercedes GP แต่อย่างไรก็ตาม Mercedes ก็ยังคงสนับสนุนทางด้านเครื่องยนต์ให้กับ McLaren ตามพันธะสัญญาจนถึงปี 2015 แต่ก็ยังมีข่าวให้ได้ยินกันอยู่ว่าไม่แน่ว่า McLaren อาจจะผลิตเครื่องยนต์เป็นของตนเอง ส่วนชื่อทีมอย่างเป็นทางการก็ยังคงไว้ที่ชื่อ Vodafone McLaren Mercedes
ในปี 1992 บริษัทหวังจะเติบโตในตลาดจากทีมแข่งชื่อดังในสนามแข่งมาเป็นผู้ผลิตยานยนต์ และก็ประสบความสำเร็จกับรุ่น McLaren F1 ซูเปอร์คาร์สำหรับการใช้งานบนท้องถนนรุ่นแรกถึงแม้ว่าจะผลิตออกมาหลายปีแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ยังมีซูเปอร์คาร์ไม่กี่คันเท่านั้นที่สามารถทำความเร็วได้มากกว่า McLaren F1 หนึ่งในนั้นได้แก่ Koenigsegg CCR, Bugatti Veyron, SSC Ultimate Aero, และ Bugatti Veyron Super Sport และสำหรับรถที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันสูงสุดคือรุ่น McLaren-Honda MP4/4 ที่คว้าชัยในรายการF1ปี 1988 ได้ถึง 15 รายการจากทั้งหมด 16 รายการ
ในปี 2000 Daimler AG ได้ซื้อหุ้นส่วน 40 เปอร์เซ็นต์ของ McLaren และสนับสนุนเครื่องยนต์ของ Mercedes-Benz ให้แก่ McLaren แต่หลังจากที่ Mercedes ได้ซื้อทีมแข่ง Brawn GP ทาง McLaren ได้ขอซื้อหุ้นส่วนคืน 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ Daimler AG ขายคืนให้เพียง 29 เปอร์เซ็นต์ สรุปยอดการถือหุ้นของบริษัท McLaren ในปี 2010 คือ Daimler AGจำนวน 11 เปอร์เซ็นต์, ตลาดหลักทรัพย์บาห์เรน 30 เปอร์เซ็นต์,Ron Dennis 15 เปอร์เซ็นต์,TAG Group SA 15 เปอร์เซ็น, และอีก 29 เปอร์เซ็นต์คือหุ้นที่ไม่ได้นำออกจำหน่าย
ประวัติรถ Hennessey Venom GT
ประวัติรถ Hennessey Venom GT
เมื่อพูดถึงรถยนต์สายพันธุ์แรงที่วางจำหน่ายในโลกใบนี้ไม่ว่าใครก็คงต้องอยากรู้จักรถยนต์ที่เร็วแรงที่สุดในโลก ซึ่งแน่นอน ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราน่าจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าสปอร์ตไฮเทคของ ค่าย Bugatti ที่อวดเอา Veyron มาวาดลีลาความเร็ว แต่ใครจะคิดว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าและวันนี้ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปแล้ว
ถ้าถามว่ารถที่เร็วที่สุดในโลกคืออะไร นับตั้งแต่วันที่คุณได้อ่านเรื่องราวที่ เรากำลังนำเสนอนี้ ขอให้คุณคิดเอาไว้เลยว่านี่คืออีกครั้งของจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์โฉมหน้าวงการยานยนต์โลก เมื่อ Hennessy ค่ายรถยนต์ชื่อเหมือนบรั่นดีในบ้านเราเปิดตัว Hennessy Venom GT เขี้ยวเล็บที่คมกริบที่พร้อมท้าพิสูจน์ความแรง
Hennessy Venom GT เป็นรถยนต์ที่เกิดขึ้นมาจากการพัฒนาอย่างหนักของ Hennessy Performance หรือ HPE โดยตัวรถของ Hennessy Venom GT ใช้พื้นฐานจากรถสปอร์ตที่คุ้นเคยกันดี Lotus Elise แต่เครื่องยนต์เดิมของมันดูจะไม่เร้าใจ จึงทำการยัดเครื่องยนต์ที่ทรงพลังยิ่งกว่า ที่ครั้งนี้มันจะปั่นฝีเท้าผ่านขุมพลัง V8 ขนาด 7.0 ลิตร (พัฒนาจาก 6.2 ลิตร) จากรถ Corvette ZR1 ในรหัส LS9 ที่ยังมาพร้อมกับระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จคู่ ให้แรงม้าสูงสุด 1,244 แรงม้า และแรงบิดให้มากถึง 1,155 ปอนด์-ฟุต ในขณะที่ตัวรถเองมีน้ำหนักเพียง 1,244 กิโลกรัมเท่านั้น
กำลังที่มากและตัวรถที่เบา ทำให้ มันมีความเป็นไปได้ในการทุบสถิติโลก โดยสำนักจอมบันทึก Guinness World Record ได้ร่วมทำการบันทึกสถิติครั้งนี้ด้วย ที่สนามบินเอลิงตัน เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา โดยผลคือ Hennessy Venom GT สามารถพิชิตตัวเลข 0-300 ก.ม./ช.ม. ได้ใน 13.18 วินาที ในการวิ่งครั้งแรก ที่มีลมส่งท้าย 4 กิโลเมตร/ชั่วโมง และในรันที่สองที่จับสถิติ มีลมต้าน 9.7 กิโลเมตร / ชั่วโมงทำเวลามากขึ้นเป็น 14.08 วินาที
หลังการจับสถิติการเร่งของ Hennessy Venom GT ในที่สุดมันก็กลายเป็นรถที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยเวลาเฉลี่ยที่ 13.63 วินาที ในการเร่ง 0-300 กิโลเมตร/ชั่วโมง และในอัตราเร่งอย่างไม่เป็นทางการ 0-200 ไมล์ / ชั่วโมง มันสามรถทำได้ 14.54 วินาที ดีกว่า รถสปอร์ตชั้นนำอย่า ง Koenigsegg Agera R ที่ทำเวลาไว้ 17.68 วินาที และ เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ Bugatti Veyron Super sport ที่มาพร้อมกำลัง 1,200 แรงม้า ที่ทำสถิติเดียวกันไว้ที่ 22.2 วินาที เจ้า Hennessy Venom GT ก็ยังเร็วกว่า และแน่นอนว่า มันครองแชมป์รถที่เร็วที่สุดในโลกไปในท้ายที่สุด
แม้จะเป็นชื่อที่ไม่รู้จัก แต่ด้วยความเร็วที่เร้าใจของมัน ทำให้น่าจะได้รับความสนใจ สำหรับคนรักความแรง แต่ Hennessy มีแผนในการผลิต Hennessy Venom GT เพียง 29 คันเท่านั้น โดยราคาค่าตัวเฉลี่ย คันละ 1.2 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ มันจะมีราคาประมาณ 36 ล้านบาท ในตลาดต่างประเทศ
ประวัติรถ Pagani Huayra
ประวัติรถ Pagani Huayra
Pagani Automobili S.p.A. บริษัทผู้ผลิตซูเปอร์คาร์และคาร์บอนไฟเบอร์สัญชาติอิตาลี ก่อตั้งในปี 1992 โดย Horacio Pagani ชาวอาเจนติน่าอดีตผู้จัดการฝ่ายออกแบบและวิจัยวัสดุโครงสร้างของ Lamborghini โดยมีโรงงานหลักตั้งอยู่ที่เขต San Cesario sul Panaro เมือง Modena ประเทศอิตาลี
Horacio Pagani ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ในฐานะนักออกแบบที่เคยฝากผลงานไว้กับซูเปอร์คาร์ค่ายกระทิงดุ Lamborghini Diablo เขามีความสนใจในเรื่องของรถมาตั้งแต่เด็กและออกแบบรถแข่งคันแรกสำเร็จเมื่ออายุ 20 ปี จากนั้นเขาได้ฝึกฝนตัวเองอย่างหนักตามโครงการอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างๆ จนทำให้นักแข่งรถชื่อดังชาวอาเจนติน่า Juan Manuel Fangio ชื่นชมในผลงานของเขา จึงผลักดัน Pagani ให้เข้าสู่วงการอุตสาหกรรมซูเปอร์คาร์ที่ประเทศอิตาลี ซึ่งมีบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Lamborghini และ Ferrari ตั้งอยู่
ด้วยการสนับสนุนของ Fangio และด้วยความสามารถของ Pagani ทำให้เขาได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานในบริษัท Lamborghini ด้วยตำแหน่งช่างกล ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายออกแบบและวิจัยวัสดุโครงสร้าง อีกทั้งยังช่วยออกแบบและผลิตรถ LMA Jeep, Jalpa, Countach Evoluzione และ Golf Caddy
Pagani มีความสนใจในเรื่องคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งเป็นวัสดุที่แข็งแรงและมีน้ำหนักเบา เขาได้ศึกษาและทำการพัฒนาจนสำเร็จในปี 1988 และนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และในปีเดียวกัน Pagani ได้ก่อตั้งบริษัท Pagani Composite Research เพื่อการวิจัยส่วนประกอบรถยนต์ ซึ่งบริษัทนี้ทำงานร่วมกับบริษัท Lamborghini ในหลายโปรเจครวมถึงการออกแบบรถต้นแบบ Lamborghini L30, Lamborghini Diablo, และ Lamborghini P140 เพื่อฉลองครบรอบ 25 ปีของ Lamborghini Countach
ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้นทำให้ Pagani มีความมั่นใจในการสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง จึงเริ่มสร้างโปรเจค C8 ขึ้นมาเพื่อการผลิตรถสปอร์ตที่ถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนเครื่องบินรบและอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของรถแข่ง Mercedes-Benz Silver Arrows และยังเสริมเอกลักษณ์ให้โดดเด่นด้วยการรวมท่อไอเสียทั้ง 4 ท่อเป็นกลุ่มอยู่ด้านหลังรถ ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อโปรเจค C8 เป็นชื่อ Fangio F1 เพื่อเป็นเกียรติแก่ Juan Manuel Fangio ในการเป็นแชมป์ฟอร์มูล่าวัน 5 สมัย
จากนั้น Pagani ได้ก่อตั้งบริษัท Modena Design ในปี 1991 เพื่อขยายสายงานทางด้านการออกแบบ วิศวกรรม ดูแลด้านการออกแบบรถต้นแบบ และสร้างทีมรถแข่ง ต่อมาเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Pagani Automobili S.p.A. และเริ่มลงมือสร้างรถต้นแบบ Fangio F1 จนสำเร็จ และในปี 1993 ได้นำไปทดลองขับพร้อมกับผลลัพธ์ที่น่าพอใจ Fangio จึงนำโปรเจครถแข่ง Fangio F1 ไปเสนอกับบริษัท Daimler AG และบริษัทในเครืออย่าง Mercedes-AMG ซึ่งได้การตอบรับที่ดีด้วยการสนับสนุนเครื่องยนต์ V12 DOHC ซึ่งผลิตให้กับ Fangio F1 โดยเฉพาะ
ในปี 1995 Fangio ผู้ที่สนับสนุน Pagani มาโดยตลอดได้ถึงแก่กรรม Pagani จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก Fangio F1 เป็น Pagani Zonda C12 ซึ่งคำว่า Zonda เป็นชื่อของลมร้อนที่เกิดในเมือง Andes ประเทศอาเจนติน่า และได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1999 ที่งานมอเตอร์โชว์กรุงเจนีวา รวมระยะเวลาที่สร้างและพัฒนา Pagani Zonda เป็นเวลาทั้งหมด 7 ปี
Mercedes-AMG ได้นำ Pagani Zonda มาพัฒนาเพิ่มเติมอีก 2 รุ่นคือ Pagani Zonda F ที่นำเครื่องยนต์ Mercedes-Benz M120 7.3 ลิตร มาเพิ่มความแรงให้กับ Zonda และอีกรุ่นคือ Pagani Huayra ที่ใช้เครื่องยนต์ M158 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับ Mercedes-Benz SL65 AMG Black Series แต่ Pagani ขอให้ลดรอบเทอร์โบลงและปรับปรุงเรื่องการตอบสนองให้มากขึ้น
ถึงแม้ว่า Pagani Automobili S.p.A. จะเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้อยู่ในการครอบครองของบริษัทใหญ่เหมือนกับซูเปอร์คาร์แบรนด์อื่นๆ แต่การทำงานของ Pagani Automobili S.p.A. มักจะทำงานควบคู่ไปกับบริษัท Daimler AG อยู่เสมอโดยเฉพาะบริษัทลูกในเครืออย่าง Mercedes-AMG
ด้วยความสามารถด้านการออกแบบของ Horacio Pagani นอกจากจะฝากผลงานไว้กับซูเปอร์คาร์แล้ว เขายังออกแบบโชว์รูมของ Pagani ที่เราเห็นกันทุกวันนี้อีกด้วย




Pagani Automobili S.p.A. บริษัทผู้ผลิตซูเปอร์คาร์และคาร์บอนไฟเบอร์สัญชาติอิตาลี ก่อตั้งในปี 1992 โดย Horacio Pagani ชาวอาเจนติน่าอดีตผู้จัดการฝ่ายออกแบบและวิจัยวัสดุโครงสร้างของ Lamborghini โดยมีโรงงานหลักตั้งอยู่ที่เขต San Cesario sul Panaro เมือง Modena ประเทศอิตาลี
Horacio Pagani ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ในฐานะนักออกแบบที่เคยฝากผลงานไว้กับซูเปอร์คาร์ค่ายกระทิงดุ Lamborghini Diablo เขามีความสนใจในเรื่องของรถมาตั้งแต่เด็กและออกแบบรถแข่งคันแรกสำเร็จเมื่ออายุ 20 ปี จากนั้นเขาได้ฝึกฝนตัวเองอย่างหนักตามโครงการอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างๆ จนทำให้นักแข่งรถชื่อดังชาวอาเจนติน่า Juan Manuel Fangio ชื่นชมในผลงานของเขา จึงผลักดัน Pagani ให้เข้าสู่วงการอุตสาหกรรมซูเปอร์คาร์ที่ประเทศอิตาลี ซึ่งมีบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Lamborghini และ Ferrari ตั้งอยู่
ด้วยการสนับสนุนของ Fangio และด้วยความสามารถของ Pagani ทำให้เขาได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานในบริษัท Lamborghini ด้วยตำแหน่งช่างกล ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายออกแบบและวิจัยวัสดุโครงสร้าง อีกทั้งยังช่วยออกแบบและผลิตรถ LMA Jeep, Jalpa, Countach Evoluzione และ Golf Caddy
Pagani มีความสนใจในเรื่องคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งเป็นวัสดุที่แข็งแรงและมีน้ำหนักเบา เขาได้ศึกษาและทำการพัฒนาจนสำเร็จในปี 1988 และนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และในปีเดียวกัน Pagani ได้ก่อตั้งบริษัท Pagani Composite Research เพื่อการวิจัยส่วนประกอบรถยนต์ ซึ่งบริษัทนี้ทำงานร่วมกับบริษัท Lamborghini ในหลายโปรเจครวมถึงการออกแบบรถต้นแบบ Lamborghini L30, Lamborghini Diablo, และ Lamborghini P140 เพื่อฉลองครบรอบ 25 ปีของ Lamborghini Countach
ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้นทำให้ Pagani มีความมั่นใจในการสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง จึงเริ่มสร้างโปรเจค C8 ขึ้นมาเพื่อการผลิตรถสปอร์ตที่ถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนเครื่องบินรบและอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของรถแข่ง Mercedes-Benz Silver Arrows และยังเสริมเอกลักษณ์ให้โดดเด่นด้วยการรวมท่อไอเสียทั้ง 4 ท่อเป็นกลุ่มอยู่ด้านหลังรถ ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อโปรเจค C8 เป็นชื่อ Fangio F1 เพื่อเป็นเกียรติแก่ Juan Manuel Fangio ในการเป็นแชมป์ฟอร์มูล่าวัน 5 สมัย
จากนั้น Pagani ได้ก่อตั้งบริษัท Modena Design ในปี 1991 เพื่อขยายสายงานทางด้านการออกแบบ วิศวกรรม ดูแลด้านการออกแบบรถต้นแบบ และสร้างทีมรถแข่ง ต่อมาเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Pagani Automobili S.p.A. และเริ่มลงมือสร้างรถต้นแบบ Fangio F1 จนสำเร็จ และในปี 1993 ได้นำไปทดลองขับพร้อมกับผลลัพธ์ที่น่าพอใจ Fangio จึงนำโปรเจครถแข่ง Fangio F1 ไปเสนอกับบริษัท Daimler AG และบริษัทในเครืออย่าง Mercedes-AMG ซึ่งได้การตอบรับที่ดีด้วยการสนับสนุนเครื่องยนต์ V12 DOHC ซึ่งผลิตให้กับ Fangio F1 โดยเฉพาะ
ในปี 1995 Fangio ผู้ที่สนับสนุน Pagani มาโดยตลอดได้ถึงแก่กรรม Pagani จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก Fangio F1 เป็น Pagani Zonda C12 ซึ่งคำว่า Zonda เป็นชื่อของลมร้อนที่เกิดในเมือง Andes ประเทศอาเจนติน่า และได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1999 ที่งานมอเตอร์โชว์กรุงเจนีวา รวมระยะเวลาที่สร้างและพัฒนา Pagani Zonda เป็นเวลาทั้งหมด 7 ปี
Mercedes-AMG ได้นำ Pagani Zonda มาพัฒนาเพิ่มเติมอีก 2 รุ่นคือ Pagani Zonda F ที่นำเครื่องยนต์ Mercedes-Benz M120 7.3 ลิตร มาเพิ่มความแรงให้กับ Zonda และอีกรุ่นคือ Pagani Huayra ที่ใช้เครื่องยนต์ M158 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับ Mercedes-Benz SL65 AMG Black Series แต่ Pagani ขอให้ลดรอบเทอร์โบลงและปรับปรุงเรื่องการตอบสนองให้มากขึ้น
ถึงแม้ว่า Pagani Automobili S.p.A. จะเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้อยู่ในการครอบครองของบริษัทใหญ่เหมือนกับซูเปอร์คาร์แบรนด์อื่นๆ แต่การทำงานของ Pagani Automobili S.p.A. มักจะทำงานควบคู่ไปกับบริษัท Daimler AG อยู่เสมอโดยเฉพาะบริษัทลูกในเครืออย่าง Mercedes-AMG
ด้วยความสามารถด้านการออกแบบของ Horacio Pagani นอกจากจะฝากผลงานไว้กับซูเปอร์คาร์แล้ว เขายังออกแบบโชว์รูมของ Pagani ที่เราเห็นกันทุกวันนี้อีกด้วย
ประวัติรถ Ferrari LaFerrari
ประวัติความเป็นมาของ เฟอร์รารี่
Ferrari history ประวัติความเป็นมาของ เฟอร์รารี่
เอนโซ เฟอร์รารี่(Enzo Ferrari)เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1898 ในเมือง Modena เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว (พี่ชายคนโตชื่อ อัลเฟรโด (Alfredo) เช่นเดียวกับบิดา) ในวัยเด็ก ฐานะของครอบครัวไม่มีอะไรน่าวิตกมากนัก จนพ่อของเขาเป็นเจ้าของบริษัทเกี่ยวกับเหล็ก และ โครงสร้างเหล็ก ชีวิตในวัยเด็กของเอนโซ FERRARI ไม่มีอะไรน่า ตื่นเต้น จนกระทั่งพ่อพาเขาไปดูการแข่งรถเป็นครั้งแรกในชีวิต
ไม่นานนักก็ถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปมาก พ่อและพี่ชายเสียชีวิต FERRARI จำเป็นต้องขายธุรกิจครอบครัว และเดินทางไปหางานทำและใช้ชีวิตอยู่ใน Turin เรื่อยมา หลังจากที่ทำงานหลายอย่าง กระทั่งในโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับรถยนต์ ในที่สุดเขาก็ได้เข้าทำงานอย่างจริงจังในบริษัทผลิตรถยนต์ของอัลฟา โรมีโอ (Alfa Romeo) และที่นี่เองความสามารถเกี่ยวกับเครื่องยนต์ของเขาได้ฉายแววออกมาอย่างเด่นชัด ในตอนแรก FERRARI ทำหน้าที่เป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ ต่อมาก็เลื่อนตำแหน่งเป็นนักขับรถทดสอบเครื่องยนต์ จากนั้นไม่นานเขาก็สามารถก้าวขึ้นมายืนอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด พร้อมทั้งเป็นเอเยนต์ขายรถยนต์อัลฟา โรมีโอ ในแคว้นเอมีเลียม-โรมานยา (Emilia-Romagna) ในเวลาเดียวกัน
ในช่วงที่ FERRARI เป็นนักขับรถเพื่อทดสอบเครื่องยนต์เขาก็เข้าแข่งขันรถหลายครั้งจนในวันที่ 1 ธันวาคม 1929 เขาก็ได้ตั้งทีมแข่งรถของตัวเองขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า The Societa Anonima Scuderia Ferrira (The Ferrari Team) เพื่อเข้าแข่งขันในทุกรายการที่จัดขึ้นโดยใช้รถของอัลฟา โรมมีโอ และในช่วงนี้เองที่มีการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ เพื่อเข้าแข่งขันมากขึ้น เช่นรถ Alfa Romeo 2 เครื่องยนต์ซึ่งผลิตโดยลุยกี บาซซี่ (Luigi Bazzi) และ Alfa158 ซึ่งผลิตใน Modena จากฝีมือของ FERRARI เองเมื่อครั้งที่รับตำแหน่งผู้จัดการทีมแข่งรถของ Alfa Romeo
เมื่อทีม Scuderia Ferrari ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน FERRARI ก็คิดจ้างนักขับรถแข่งมืออาชีพเข้ามาร่วมทีมด้วย อาทิ ทาซิโอ นูโวลารี่ (Tazio Nuvolari) รวมทั้ง ทาร์โก โฟลริโอ (Targo Florio) ซึ่งได้รับชัยชนะในการแข่งขันปี 1932 ในการแข่งขัน Mill Miglia ปี 1933 และในการแข่งขัน Germany Grand Prix ที่ Nurburgring ปี 1935 แต่แล้วอยู่ ๆ FERRARI ก็เกิดความขัดแย้งกับนูโวลารี่ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความขัดแย้งกับนักขับรถแข่ง คนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
ในปี 1935 รถแข่ง 2 เครื่องยนต์ 1 ที่นั่ง 8 สูบ ความเร็ว 300 กม./ช.ม. คันแรกของ FERRARI ภายใต้ชื่อของอัลฟา โรมีโอ ก็เข้าร่วมการแข่งขันด้วย แต่ก็ต้องกลายเป็นรถไร้สมรรถนะไป เพราะยางรถยนต์มีความลึก มากเกินไป
ในช่วงที่ FERRARI เป็นนักขับรถเพื่อทดสอบเครื่องยนต์เขาก็เข้าแข่งขันรถหลายครั้งจนในวันที่ 1 ธันวาคม 1929 เขาก็ได้ตั้งทีมแข่งรถของตัวเองขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า The Societa Anonima Scuderia Ferrira (The Ferrari Team) เพื่อเข้าแข่งขันในทุกรายการที่จัดขึ้นโดยใช้รถของอัลฟา โรมมีโอ และในช่วงนี้เองที่มีการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ เพื่อเข้าแข่งขันมากขึ้น เช่นรถ Alfa Romeo 2 เครื่องยนต์ซึ่งผลิตโดยลุยกี บาซซี่ (Luigi Bazzi) และ Alfa158 ซึ่งผลิตใน Modena จากฝีมือของ FERRARI เองเมื่อครั้งที่รับตำแหน่งผู้จัดการทีมแข่งรถของ Alfa Romeo
เมื่อทีม Scuderia Ferrari ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน FERRARI ก็คิดจ้างนักขับรถแข่งมืออาชีพเข้ามาร่วมทีมด้วย อาทิ ทาซิโอ นูโวลารี่ (Tazio Nuvolari) รวมทั้ง ทาร์โก โฟลริโอ (Targo Florio) ซึ่งได้รับชัยชนะในการแข่งขันปี 1932 ในการแข่งขัน Mill Miglia ปี 1933 และในการแข่งขัน Germany Grand Prix ที่ Nurburgring ปี 1935 แต่แล้วอยู่ ๆ FERRARI ก็เกิดความขัดแย้งกับนูโวลารี่ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความขัดแย้งกับนักขับรถแข่ง คนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
ในปี 1935 รถแข่ง 2 เครื่องยนต์ 1 ที่นั่ง 8 สูบ ความเร็ว 300 กม./ช.ม. คันแรกของ FERRARI ภายใต้ชื่อของอัลฟา โรมีโอ ก็เข้าร่วมการแข่งขันด้วย แต่ก็ต้องกลายเป็นรถไร้สมรรถนะไป เพราะยางรถยนต์มีความลึก มากเกินไป
ในวันที่ 1 มกราคม 1938 อัลฟา โรมีโอ ประกาศตั้งทีมแข่งรถของตัวเองอย่างแท้จริงขึ้นมาบ้าง เพื่อนำรถแข่ง Alfa Romeo เข้าแข่งขัน ภายใต้ชื่อทีม Alfa Corse Banner และได้แต่งตั้ง FERRARI ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการแข่งรถในทีมใหม่นี้ด้วย
ในช่วงปลายปี 1939 เกิดความตึงเครียด และไม่เข้าใจกันระหว่าง FERRARI และปิเอร์ อูโก กอบบาโต (Pier Ugo Gobbato) ลูกชายของอัลฟา โรมีโอ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนหนึ่งของบริษัท รวมทั้งการที่ FERRARI ไม่เคารพ ริการท์ (Ricart) วิศวกรเครื่องยนต์ใหญ่ชาวสเปนของอัลฟา โรมีโอ จึงเป็นเหตุให้ FERRARI ต้องยุติ บทบาทของตัวเองในบริษัท อัลฟา โรมีโอ โดยสิ้นเชิง และออกจากบริษัทไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันมากอีกสองคนคือ ลุยกี บาซซี่ (Luigi Bazzi) และ อัลแบร์โต มาสซิมิโน (Alberto Massimino)
แต่บ้างก็กล่าวว่า สาเหตุหลักของการออกจากบริษัทอัลฟา โรมีโอ ในครั้งนี้ลึกซึ้งกว่าที่กล่าวไปแล้ว ข้างต้น คือ FERRARI ไม่ต้องการเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาตลอดไป ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้สึกอีกว่าถ้าใครคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในบริษัทเดิมนานเกินไป ก็จะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป นอกจากนี้แล้ว ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ผู้อำนวยการหลายคนของบริษัทแช่แข็งความสามารถของ FERRARI นานกว่า 4 ปี ไม่ยอมให้เขาผลิตรถยนต์ใหม่ ๆ ขึ้นมา และแม้กระทั่งไม่ยอมให้เขาเข้าร่วมการแข่งขันใด ๆ เลย เขาจึงต้องหาทางแก้เผ็ดอัลฟา โรมีโอ และหันหลังให้กับอัลฟา โรมีโอ จากนั้นก็เดินทางกลับไปยังบ้านเกิด Modena พร้อมกับเพื่อนอีกสองคนเพื่อก่อตั้งบริษัทของตนเองขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า Auto Avio Construzioni
ในช่วงแรกซึ่งอยู่ในระหว่างสงครามโลก บริษัทของเขาผลิตได้แต่เพียงชิ้นส่วนเครื่องยนต์เท่านั้นจนถึงปี 1940 รถสปอร์ต spider-type 8 สูบ ที่ชื่อว่า Auto Avio Construzioni 815 ก็ถูกผลิตขึ้นมา โดยคาร์รอซเซอเรีย ทัวริ่ง (Carozzeria Touring) จากนั้นก็มีออกมาอีกหลายคัน จนในปี 1946 รถยนต์ FERRARI ที่แท้จริงคันแรกก็เกิดขึ้นโดยใช้ชื่อว่า the 125 sport เป็นรถยนต์คันแรกที่มี 12 สูบ จุน้ำมันไดครึ่งลิตร มาจากมันสมองและน้ำมือของวิศวกรเครื่องยนต์ลุยกี บาซซี่และจิโออาชิโอ โคลอมโบ (Gioachio Colombo) ดีไซเนอร์ซึ่งเคยอยู่กับอัลฟา โรมีโอ และเคยออกแบบ Alfa 158 สำหรับ FERRARI ในปี 1937 มาแล้ว นับว่า 125 นี้ไม่ธรรมดาเลย เพราะในประเทศ อิตาลีหลังสงครามโลกแล้วยังไม่มีรถยนต์คันใดที่มี 12 สูบเลย
แต่รถยนต์เฟอร์ารี่คันแรก ที่มีเครื่องหมายม้าสีดำทะยานอยู่ในพื้นสีเหลืองด้านบนเป็นสีธงชาติของ อิตาลี และด้านล่างมีอักษร F หางยาวนั้นก็เริ่มผลิตออกมาในปี 1947 และทดลองวิ่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคมปีเดียวกันนั้นเอง และนั่นก็คือจุดกำเนิดของสัญลักษณ์ม้าทะยาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของรถยนต์ FERRARI แต่ก่อนหน้านี้สัญลักษณ์ม้าทะยานนี้มีใช้ก่อนแล้วโดยจะเห็นได้ที่รถแข่งทุกคันของทีมแข่งรถของ Scuderia Ferrari ของ FERRARI ในช่วงยุค 30s แต่ยังไม่ใช้อย่างเป็นจริงเป็นจัง และมีรูปแบบแตกต่างกันไป
ในช่วงปลายปี 1939 เกิดความตึงเครียด และไม่เข้าใจกันระหว่าง FERRARI และปิเอร์ อูโก กอบบาโต (Pier Ugo Gobbato) ลูกชายของอัลฟา โรมีโอ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนหนึ่งของบริษัท รวมทั้งการที่ FERRARI ไม่เคารพ ริการท์ (Ricart) วิศวกรเครื่องยนต์ใหญ่ชาวสเปนของอัลฟา โรมีโอ จึงเป็นเหตุให้ FERRARI ต้องยุติ บทบาทของตัวเองในบริษัท อัลฟา โรมีโอ โดยสิ้นเชิง และออกจากบริษัทไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันมากอีกสองคนคือ ลุยกี บาซซี่ (Luigi Bazzi) และ อัลแบร์โต มาสซิมิโน (Alberto Massimino)
แต่บ้างก็กล่าวว่า สาเหตุหลักของการออกจากบริษัทอัลฟา โรมีโอ ในครั้งนี้ลึกซึ้งกว่าที่กล่าวไปแล้ว ข้างต้น คือ FERRARI ไม่ต้องการเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาตลอดไป ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้สึกอีกว่าถ้าใครคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในบริษัทเดิมนานเกินไป ก็จะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป นอกจากนี้แล้ว ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ผู้อำนวยการหลายคนของบริษัทแช่แข็งความสามารถของ FERRARI นานกว่า 4 ปี ไม่ยอมให้เขาผลิตรถยนต์ใหม่ ๆ ขึ้นมา และแม้กระทั่งไม่ยอมให้เขาเข้าร่วมการแข่งขันใด ๆ เลย เขาจึงต้องหาทางแก้เผ็ดอัลฟา โรมีโอ และหันหลังให้กับอัลฟา โรมีโอ จากนั้นก็เดินทางกลับไปยังบ้านเกิด Modena พร้อมกับเพื่อนอีกสองคนเพื่อก่อตั้งบริษัทของตนเองขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า Auto Avio Construzioni
ในช่วงแรกซึ่งอยู่ในระหว่างสงครามโลก บริษัทของเขาผลิตได้แต่เพียงชิ้นส่วนเครื่องยนต์เท่านั้นจนถึงปี 1940 รถสปอร์ต spider-type 8 สูบ ที่ชื่อว่า Auto Avio Construzioni 815 ก็ถูกผลิตขึ้นมา โดยคาร์รอซเซอเรีย ทัวริ่ง (Carozzeria Touring) จากนั้นก็มีออกมาอีกหลายคัน จนในปี 1946 รถยนต์ FERRARI ที่แท้จริงคันแรกก็เกิดขึ้นโดยใช้ชื่อว่า the 125 sport เป็นรถยนต์คันแรกที่มี 12 สูบ จุน้ำมันไดครึ่งลิตร มาจากมันสมองและน้ำมือของวิศวกรเครื่องยนต์ลุยกี บาซซี่และจิโออาชิโอ โคลอมโบ (Gioachio Colombo) ดีไซเนอร์ซึ่งเคยอยู่กับอัลฟา โรมีโอ และเคยออกแบบ Alfa 158 สำหรับ FERRARI ในปี 1937 มาแล้ว นับว่า 125 นี้ไม่ธรรมดาเลย เพราะในประเทศ อิตาลีหลังสงครามโลกแล้วยังไม่มีรถยนต์คันใดที่มี 12 สูบเลย
แต่รถยนต์เฟอร์ารี่คันแรก ที่มีเครื่องหมายม้าสีดำทะยานอยู่ในพื้นสีเหลืองด้านบนเป็นสีธงชาติของ อิตาลี และด้านล่างมีอักษร F หางยาวนั้นก็เริ่มผลิตออกมาในปี 1947 และทดลองวิ่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคมปีเดียวกันนั้นเอง และนั่นก็คือจุดกำเนิดของสัญลักษณ์ม้าทะยาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของรถยนต์ FERRARI แต่ก่อนหน้านี้สัญลักษณ์ม้าทะยานนี้มีใช้ก่อนแล้วโดยจะเห็นได้ที่รถแข่งทุกคันของทีมแข่งรถของ Scuderia Ferrari ของ FERRARI ในช่วงยุค 30s แต่ยังไม่ใช้อย่างเป็นจริงเป็นจัง และมีรูปแบบแตกต่างกันไป
สำหรับสัญลักษณ์ม้าทะยานนี้ แรกเริ่มเดิมทีติดอยู่ที่เครื่องบินของกองทัพในช่วงยุค 20s มีเรื่องเล่าว่าเมื่อครั้งที่ FERRARI ยังเป็นนักแข่งรถอ่อนประสบการณ์ เขาได้พบกับพ่อแม่ของ ฟรานเซสโก บารักกา (Francesco Baracca) ซึ่งเป็นนักขับเครื่องบินชาวอิตาเลียนตัวยงในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเป็นชาวเมือง Lugo เช่นเดียวกับแม่ของ FERRARI ทันทีที่ FERRARI เห็นสัญลักษณ์ม้าทะยานซึ่งติดอยู่ที่เครื่องบินของครอบครัวนี้ เขาก็เกิดความสนใจในรูปลักษณ์ของมัน และเมื่อรู้ว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี เขาจึงนำม้าทะยานนี้มาใช้ในทีมแข่งรถ
แต่ FERRARI ก็ยังไม่ได้ใช้สัญลักษณ์ม้าทะยานในทันที เขาเก็บเอาไว้นานหลายปี จนกระทั้งมีทีมแข่งรถของตัวเองซึ่งก็คือ Scuderia Ferrari นั่นเอง อาจมีคำถามว่าทำไมครอบครัวบารักกาจึงต้องมีม้าทะยานติดอยู่ที่เครื่องบินของพวกเขา คำตอบก็คือ เช่นเดียวกับนักบินคนอื่นๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ต้องขึ้นกับกรมทหารม้า Piedmontese Cavalry Regiment ซึ่งมีม้าทะยานเป็นสัญลักษณ์ก็เป็นได้ ส่วนพื้นด้านหลังของสัญลักษณ์เป็นสีเหลืองนั้นก็ใช้แทนสีของ Modena นั่นเอง
หลังจากที่ได้มีการแนะนำ 125 Sport แล้วก็นำเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง 125 สามารถคว้าชัยชนะมาได้ในช่วงปีเดียวถึง 7 ครั้ง เริ่มจากครั้งแรกวันที่ 5 พฤษภาคม เมื่อฟรังโก คอร์เตส (Franco Cortes) พา 125 เข้าเส้นชัยในรายการ Rome Grand Prix และครั้งนี้เองที่สร้างความฮือฮาให้กับคนในวงการแข่งรถมาก เพราะฟรังโก เพื่อนของ FERRARI ไม่ได้เป็นนักขับรถแข่งมืออาชีพ แต่เป็นเพียงเซลส์ขายชิ้นส่วนเครื่องยนต์ของ FERRARI เท่านั้น
ในปี 1948 ปีที่สองของการก่อสร้างตัวรถสปอร์ตและรถแข่งใหม่ๆ เช่นฟอร์มูล่า-2 ก็เริ่มได้รับชัยชนะมากขึ้น เช่น ชัยชนะในรายการแข่งขัน Mill Miglia และในการแข่งขันที่สต็อกโฮม ซึ่งถือเป็นชัยชนะนอกบ้านครั้งแรกของ FERRARI แม้ว่า FERRARI จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในบ้านของตัวเอง แต่ชื่อเสียงของเขาก็ยังไม่เป็นที่รู้จักของทั่วโลก จนกระทั่ง ลุยกี ซีเนตตี้ (Luigi Chinetti) อดีตช่างเครื่องของอัลฟา โรมีโอ และเพื่อนของ FERRARI ที่สามารถคว้าชัยชนะจากการแข่งขันในรายการขับทน 12 ชั่วโมงในปารีส และในปีต่อมาก็คว้าชัยได้ในรายการ ขับทน 24 ชั่วโมง นับแต่นั้นมาชื่อเสียงของ FERRARI จึงกลายเป็นที่คนรู้จักในวงกว้างรวมถึงในอเมริกาด้วย
แต่ FERRARI ก็ยังไม่ได้ใช้สัญลักษณ์ม้าทะยานในทันที เขาเก็บเอาไว้นานหลายปี จนกระทั้งมีทีมแข่งรถของตัวเองซึ่งก็คือ Scuderia Ferrari นั่นเอง อาจมีคำถามว่าทำไมครอบครัวบารักกาจึงต้องมีม้าทะยานติดอยู่ที่เครื่องบินของพวกเขา คำตอบก็คือ เช่นเดียวกับนักบินคนอื่นๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ต้องขึ้นกับกรมทหารม้า Piedmontese Cavalry Regiment ซึ่งมีม้าทะยานเป็นสัญลักษณ์ก็เป็นได้ ส่วนพื้นด้านหลังของสัญลักษณ์เป็นสีเหลืองนั้นก็ใช้แทนสีของ Modena นั่นเอง
หลังจากที่ได้มีการแนะนำ 125 Sport แล้วก็นำเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง 125 สามารถคว้าชัยชนะมาได้ในช่วงปีเดียวถึง 7 ครั้ง เริ่มจากครั้งแรกวันที่ 5 พฤษภาคม เมื่อฟรังโก คอร์เตส (Franco Cortes) พา 125 เข้าเส้นชัยในรายการ Rome Grand Prix และครั้งนี้เองที่สร้างความฮือฮาให้กับคนในวงการแข่งรถมาก เพราะฟรังโก เพื่อนของ FERRARI ไม่ได้เป็นนักขับรถแข่งมืออาชีพ แต่เป็นเพียงเซลส์ขายชิ้นส่วนเครื่องยนต์ของ FERRARI เท่านั้น
ในปี 1948 ปีที่สองของการก่อสร้างตัวรถสปอร์ตและรถแข่งใหม่ๆ เช่นฟอร์มูล่า-2 ก็เริ่มได้รับชัยชนะมากขึ้น เช่น ชัยชนะในรายการแข่งขัน Mill Miglia และในการแข่งขันที่สต็อกโฮม ซึ่งถือเป็นชัยชนะนอกบ้านครั้งแรกของ FERRARI แม้ว่า FERRARI จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในบ้านของตัวเอง แต่ชื่อเสียงของเขาก็ยังไม่เป็นที่รู้จักของทั่วโลก จนกระทั่ง ลุยกี ซีเนตตี้ (Luigi Chinetti) อดีตช่างเครื่องของอัลฟา โรมีโอ และเพื่อนของ FERRARI ที่สามารถคว้าชัยชนะจากการแข่งขันในรายการขับทน 12 ชั่วโมงในปารีส และในปีต่อมาก็คว้าชัยได้ในรายการ ขับทน 24 ชั่วโมง นับแต่นั้นมาชื่อเสียงของ FERRARI จึงกลายเป็นที่คนรู้จักในวงกว้างรวมถึงในอเมริกาด้วย
สำหรับ Formula 1 คันแรก ผลิตขึ้นที่ Turin เมื่อเดือนกันยายน 1948 แต่เข้าร่วมแข่งขันครั้งแรกในสนาม Garda Circuit เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมปีเดียวกัน และได้รับชัยชนะอย่างสวยงามด้วยฝีมือการขับของ นีโน ฟารีน่า (Nino Farina) จากนั้นในเดือนพฤษจิกายนปีเดียวกัน FERRARI ก็นำรถยนต์ 2 คัน ซึ่งผลิตด้วยฝีมือของ ทัวริ่งนำออกแสดงในงาน Turin Motor Show ซึ่งรถทั้งสองคันนั้นก็คือ Berlinetta และ Barchetta 166 จากนั้นก็มีรถใหม่ๆ ออกมาอีกหลายคันทั้งที่เป็น Sport, Grand Touring Car, Formula-2 , Formula Libre
ในช่วงนี้เองที่บริษัทของ FERRARI แข็งแกร่งขึ้นมาก เพราะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องยนต์และวิศวกรเครื่องยนต์ฝีมือดีอีกมากมาย ทั้งจิโออาชิโอ โคลอมโบ ซึ่งออกจากบริษัทอัลฟา โรมีโอ และอยู่กับ FERRARI จนกระทั่งถึงปี 1951ม, ออร์ลิโอ แลมเพรดี้ (Aurelio Lampredi) ซึ่งอยู่กับ FERRARI ตั้งแต่ 1948-1955 ซึ่งทั้งสองคนนี้ช่วยกันสร้างรถยนต์รุ่นแรกๆ อย่าง125, 159 จนกระทั่งถึงรถยนต์รุ่นหลังๆ 166, 195, 212, 225, 275, 340 และ 375 นับเป็นความโชคดีของ FERRARI ที่ได้เพื่อนร่วมงานที่มีความสามารถสูง ทีมของเขาจึงสามารถคว้า ชัยชนะจากรายการแข่งขันต่างๆมากมาย เช่นในปี 1949 บิโอเนตตี้ และซาลานี่ ได้รับชัยชนะอีกครั้งในรายการ Mile Miglia ด้วยรถ Barchetta 166 ในขณะที่อัสคารี่ได้รับชัยชนะในรายการ Formula 1 Grand Prix ที่ Monza เมื่อวันที่ 11 กันยายน ด้วยรถ FERRARI 2 ลิตร ซึ่งรถคันนี้ผลิตเพื่อเข้าแข่งขันโอเพ่นฟอร์มูลาซึ่งเปิดสำหรับผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลก และเพื่อเป็นการหาลูกค้าใหม่ๆด้วย
ในปี 1950 FERRARI หันมาให้ความสนใจกับเครื่องยนต์ไอพ่น ซึ่งออร์ลิโอ แลมเพรดี้ หัวหน้าวิศวกร เครื่องยนต์ เป็นผู้แนะนำให้รู้จัก และเขาก็เอามาใช้กับรถแข่งรุ่นใหม่ๆของเขา ซึ่งในการตัดสินใจครั้งนี้ถือว่าเป็นการเสี่ยงนั้น ทำให้ FERRARI ประสบความสำเร็จ และมีชัยเหนืออัลฟา โรมีโอ สมความตั้งใจ กล่าวคือ ในวันที่ 14 กรกฎาคม 1951 ฟรออิลาน กอนซาเลซ (Froilan Gonzalez) หรือที่รู้จักกันดีในนามของ (The Pampas Bull) สามารถพารถยนต์รุ่น 375-F1 ของ FERRARI คว้าชัยเหนือรถคู่แข่ง 158 ของอัลฟา โรมีโอ จากการแข่งขัน British Grand Prix ได้สำเร็จ นับเป็นชัยชนะครั้งแรก ซึ่งทำให้ FERRARI ถึงกับประกาศว่า “ในที่สุด ผมก็โค่นบริษัทแม่ลงได้แล้ว”
ในปี 1952 FERRARI ได้รับชัยชนะทั่วโลกเป็นครั้งแรก จากฝีมือของ อัลแบร์โต อัสคารี่ (Alberto Ascori) ด้วยรถยนต์ชนิด 500 ซึ่งเป็นรถคันแรก ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ และในปีนี้เอง ที่เห็น FERRARI ใช้ตัวรถถังของ Pininfarina และนั้นก็เป็นต้นกำเนิดของการเป็นหุ้นส่วนกันของทั้งสองรถที่ผลิตขึ้นภายใต้ความร่วมมือของทั้งสองก็คือ 212 Intercabriolet, รถยนต์แบบ Gts ซึ่งมี 250 Europa ,The 340 Mexico และThe 340 Mille Miglia
จากนั้นในปี 1953 อัสคารี่ ก็พารถ 500 เข้าเส้นชัยกลายเป็นแชมป์เปี้ยนโลกครั้งที่ 2นอกจากนี้แล้ว มาร์ซอนโต (Marzotto), ฟารีน่า (Farina) และอัสคารี่ ยังสามารถควบ 340 MM และ 375 MM เข้าเส้นชัยในรายการ World Constructors Championship สำหรับรถสปอร์ตได้อีกด้วย
ปี 1954 FERRARI นำทีมของเขาซึ่งประกอบด้วยนักแข่ง ฟารีน่า, แมกลีโอลี่ (Maglioli), กอนซาเลซ, ตริน
ติยองต์(Trintignant) และฮอว์ธอร์น (Hawthorn) และรถรุ่น 375 MM, 750 Monza แบบ 4 สูบเข้าร่วมการแข่งขัน Formula One World Drivers Championship โดยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์จาก 2 ลิตร เป็น 2.5 ลิตร ซึ่งเขาก็คว้าชัยมาได้อีกครั้งอย่างสวยงาม และในปีเดียวกันเขาได้นำรถยนต์ 250 GT ไปร่วมแสดงในงานมอเตอร์โชว์อีกด้วย
ติยองต์(Trintignant) และฮอว์ธอร์น (Hawthorn) และรถรุ่น 375 MM, 750 Monza แบบ 4 สูบเข้าร่วมการแข่งขัน Formula One World Drivers Championship โดยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์จาก 2 ลิตร เป็น 2.5 ลิตร ซึ่งเขาก็คว้าชัยมาได้อีกครั้งอย่างสวยงาม และในปีเดียวกันเขาได้นำรถยนต์ 250 GT ไปร่วมแสดงในงานมอเตอร์โชว์อีกด้วย
ปี 1955 FERRARI ยังคงอุทิศตัวเองให้กับการผลิตรถยนต์คันใหม่ๆ ขึ้นมา และเขาก็ได้ตัดสินใจรับช่วงต่อโครงการแข่งรถ ของวิตโตริโอ จาโน (Vittorio Jano) แต่ยังให้เขาถือหุ้นอีกต่อไปนานถึง 30 ปี
ปี 1956 เป็นปีที่ FERRARI ต้องสูญเสีย ดีโน (Dino) บุตรชาย ด้วยโรคลูคีเมีย แม้ว่าจะเสียใจแต่เขาก็ไม่ทอดทิ้งการทำงาน FERRARI เริ่มมีเครื่องยนต์แบบ 6 สูบออกมาใช้ และเขาก็ได้รับชัยชนะ จากการแข่งขัน Constructors’ World Championship ด้วยรถยนต์ 850 Monza และ 290MMซึ่งขับโดย ฟังจิโอ ( Fangio),คาสเตลลอนตี้ (Castellotti), ตริน ติยองค์ และฟิล ฮิลล์ (Phil Hill) รวมทั้งปีนี้ยังมีการนำเอาอัลลอยด์เบา มาใช้ทำถังบรรจุน้ำมันอีกด้วย
ปี 1957 FERRARI นำเอารถรุ่นใหม่ 315s และ335s ซึ่งขับโดยมุสโซ (Musso), คาสเตลลอตตี้, เกรกอรี่ (Gregory), คอลินส์ (Collins), ฟิลฮิลล์ และทารุฟฟี่ (Taruffi) เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง รถทั้งสองคันคว้าชัยมาให้ได้อีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น 335s ก็ยังสามารถคว้าชัยจาการแข่งขัน Mill Miglia มาได้อีกครั้งหลังจากที่พลาดมาหลายปีแล้ว
ปี 1958 นักแข่งรถชาวอังกฤษ ไมค์ ออว์ธอรน์ (Mike Hawthorn) ชนะเลิศการแข่งขัน Formula One Championship ประเภทเครื่องยนต์ 6 สูบ ซึ่งในครั้งนี้รถที่เข้าใช้ในการแข่งขันก็คือ Dino 246 นอกจากนี้แล้ว FERRARI ก็ยังได้รับชัยในรายการ Sport Car Championship ด้วยรถ 250 Testarossa ซึ่งขับโดย คอลลินส์, ฟิลฮิลล์, มุสโซ และเกนเดอ เบียน (Gendebien)
ปี 1959 รถแข่งของ FERRARI ซึ่งแต่เดิมมีเครื่องยนต์ด้านหลังเครื่องยนต์เดียว ก็เปลี่ยนมาเป็น 2 เครื่องยนต์ จุน้ำมันได้ 2.5 ลิตร สำหรับรถ Formula1 และจุน้ำมัน 1.5 ลิตร สำหรับ Formula 2
ปี 1960 250 Testarossa ซึ่งขับโดย ฟิล ฮิลล์, อัลลิสัน (Allision), แฟรร์ (Frere) และเกนเดอเบียน ก็แผลงฤทธิ์อีกครั้ง สามารถคว้าชัยจากรายการ Sport Car Constructors’ Championship นอกจากนี้ความสำเร็จอีกอย่างของ FERRARI ก็คือสามารถ ผลิตรถแข่งรุ่นใหม่ได้อีกคัน 410 หรือที่รู้จักกันอย่างดีว่า Superfast ซึ่งถือว่าพิเศษสุดเพราะเป็นรถต้นแบบให้กับรถยนต์รุ่นเล็กขนาด 850 CC ซึ่งรู้จักกันในนามของ Ferrari ต่อมาภายหลังโครงการนี้ได้ถูกขายต่อให้กับนักธุรกิจจากมิลาน ซึ่งเปิดบริษัทใหม่ และเมื่อสำเร็จแล้ว ก็เรียกมันว่า ASA
แต่ในปีนี้สิ่งที่ถือว่าสำคัญมากที่สุดก็คือ ตัวถังแบบ 250 2+2 ของ Pininfarina นับว่าเป็นรถยนต์ ไฮคลาส ซึ่งมีสมรรถนะสูงสุดใช้เทคนิคชั้นสูงในการผลิตมีถึง 4 ที่นั่ง และกลายเป็นรถยนต์ซึ่งมีโครงสร้างภายในที่เป็นต้นแบบ ขอรถยนต์ FERRARI ในยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ในปีนี้ นับเป็นปีที่สำคัญสำหรับ FERRARI อีกเช่นกัน เพราะบริษัท Auto Avia Construzioni Ferrari ของเขาเติบโตอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท Societa Esercizio Fabbriche Automobile Corse (SEFAC) โดยมีเอนโซ FERRARI ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท จนถึงปี 1977 เขาก็ได้รับเกียรติ ให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ ของบริษัท และบริษัทใหม่นี้ก็สามารถผลิตรถยนต์ได้มากถึงปีละ 500 คัน แต่การแข่งขันของตลาด รถยนต์ก็ยังเพิ่มสูงขึ้น บริษัทผลิตรถยนต์ชั้นนำในช่วงนี้ได้แก่ Porche, Maserati, Jaguar, Aston Martin เป็นต้น SEFAC เริ่มมีรถที่ใช้ในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นคือจะมีตั้งแต่รถ Formula-1 , Sports Prototypes และ GT Racing นอกจากนี้เครื่องยนต์ใหม่ๆอย่าง CS1 ก็ยังมีการแนะนำออกมาแล้วในช่วงนี้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


